← กลับไปหน้าหลัก
Business5 min read

กับดัก Engineer EP.2: ออกจากถ้ำ (IDE) ไปคุยกับมนุษย์... งานที่ยากกว่าเขียน Code 10 เท่า

กับดัก Engineer EP.2: ออกจากถ้ำ (IDE) ไปคุยกับมนุษย์... งานที่ยากกว่าเขียน Code 10 เท่า

"ถ้า Product เราดีจริง เดี๋ยวลูกค้าก็มาเองแหละ" (Build it and they will come)

สารภาพมาซะดีๆ ว่าคุณเคยคิดแบบนี้... เพราะผมเองก็เคยเชื่อแบบนั้นหมดใจ ในโลกของ Software Engineering ทุกอย่างมันตรงไปตรงมาครับ:

  • ถ้า Code พัง -> Compiler จะบอก Error
  • ถ้า Test ไม่ผ่าน -> CI/CD จะแจ้งเตือน
  • ถ้า Logic ผิด -> เราก็แค่แก้ Bug
  • มันคือโลกที่เราควบคุมได้ (Control) และผลลัพธ์มันทำนายได้ (Predictable) การนั่งอยู่ในห้องมืดๆ เปิด VS Code ธีมสีดำ ใส่หูฟังเปิดเพลง Lo-Fi แล้วดำดิ่งลงไปใน Flow State คือความสุขที่สุดของคนเป็น Dev

    แต่ในโลกของ "ธุรกิจ"... มันตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง

    โลกภายนอก IDE ที่แสนวุ่นวาย

    เมื่อผมเริ่มทำ Duechat และ JongQ อย่างจริงจัง ผมพบว่า "ความเงียบ" ในการเขียนโค้ด คือกับดักที่น่ากลัวที่สุด เพราะคู่แข่งของคุณไม่ได้นั่งเงียบๆ แต่พวกเขากำลัง "ตะโกน" ใส่ลูกค้าอยู่

    ผมเจอปัญหาใหญ่ที่ Engineer ส่วนมาก (รวมถึงผม) ติดแหง็กอยู่ คืออาการ "Introvert ทางธุรกิจ" เรากลัวการขาย เราขี้เกียจทำ Content เราไม่อยากไปคุยกับลูกค้าเพราะกลัวเขาไม่ซื้อ หรือกลัว Feedback แย่ๆ เราเลยเลือกที่จะ "หลบภัย" กลับเข้ามาใน IDE แล้วบอกตัวเองว่า *"ขอเขียนฟีเจอร์นี้ให้เสร็จก่อน แล้วค่อยไปขาย"*

    เชื่อผมเถอะครับว่า "เดี๋ยวค่อยไปขาย" = "ไม่มีวันขายได้"

    ความเจ็บปวดของการสลับโหมด (The Pain of Context Switching)

    เหตุผลจริงๆ ที่เราไม่อยากทำ Business/Marketing อาจจะไม่ใช่เพราะเราทำไม่เป็น แต่เพราะ "สมองมันต่อต้าน"

    คนเขียนโค้ดจะรู้ดีว่า การจะเข้าสู่ Deep Work หรือ Flow State ได้ ต้องใช้เวลา "จูน" สมองอย่างน้อย 15-20 นาที เพื่อโหลดโครงสร้างโปรแกรมเข้ามาในหัว แต่การทำธุรกิจ มันคือการ Interruption (การขัดจังหวะ) ตลอดเวลา

  • เดี๋ยวลูกค้าทักมาถาม
  • เดี๋ยวต้องตอบอีเมล
  • เดี๋ยวต้องคิด Caption ลงเพจ
  • ทุกครั้งที่สลับจาก Code -> Marketing แล้วจะกลับไป Code ใหม่... สมองเราเหมือนต้อง Restart คอมพิวเตอร์ครับ มันเหนื่อย และมันเสียเวลามาก (Switching Cost สูง) สุดท้ายเราเลยเลือกที่จะไม่สลับ และจมอยู่กับ Code อย่างเดียวเพราะมันสบายใจกว่า

    วิธีแก้: จงเป็น "Part-time Coder" ในบริษัทตัวเอง

    สิ่งที่ผมเรียนรู้และพยายามปรับตัว (ซึ่งยังยากอยู่ทุกวัน) คือการ "Time Boxing" หรือการแบ่งตารางเวลาให้เด็ดขาด อย่าพยายามทำ 2 อย่างพร้อมกันครับ มันจะพังทั้งคู่

    สูตรที่ผมพยายามใช้คือ:

    1. The Maker Schedule (ช่วงเช้า - บ่าย)

    นี่คือเวลาทองของ Engineer ห้ามใครมากวน ปิดมือถือ ปิด Notification

  • ลุย Code ยากๆ
  • วาง System Architecture
  • Optimize Performance (เวลาของความสุข High Performance Freak อย่างเรา)
  • 2. The Manager Schedule (ช่วงบ่ายแก่ - เย็น)

    เมื่อพลังงานสมองเริ่มล้าจากการเขียนโค้ด ให้ "ปิด VS Code ทิ้งไปเลย" ห้ามแอบเปิด

  • ตอบแชทลูกค้า / ตอบอีเมล
  • ดู Dashboard ยอดขาย / ยอด Traffic
  • เขียน Content / วางแผน Marketing
  • คุยกับทีม
  • บทเรียนราคาแพง: Features vs. Benefits

    อีกเรื่องที่ผมต้อง Unlearn คือ "ภาษาที่ใช้คุย"

    เวลา Dev คุยกัน เราคุยด้วย Tech Specs:

    *"ระบบนี้เขียนด้วย Bun + Elysia เร็วกว่า Express 20 เท่า รองรับ Concurrent ได้ 50k"*

    แต่เวลาไปคุยกับลูกค้า (หรือเขียนหน้าเว็บขายของ) ถ้าพูดแบบนี้... ลูกค้าหนีหมดครับ ลูกค้าไม่ได้ซื้อ "Bun" หรือ "Elysia" ลูกค้าซื้อ "ความเร็วที่ไม่ทำให้ลูกค้าของเขาหงุดหงิด"

    ตอนทำ Landing Page แรกๆ ผมเขียนแต่เรื่อง Tech Stack ภูมิใจนำเสนอมาก... ผลคือ Conversion Rate ต่ำเตี้ยเรี่ยดิน แต่พอเปลี่ยนมาเขียนว่า *"ช่วยให้คุณตอบแชทลูกค้าได้ทันที ไม่ต้องรอนาน ยอดขายไม่หลุด"* ...คนสมัครเพียบ

    สรุป EP.2

    การออกจากถ้ำ IDE ออกมาเจอแสงแดดและผู้คน เป็นเรื่องที่แสบตาและอึดอัดในช่วงแรกครับ แต่ถ้าคุณอยากให้ Code ที่คุณเขียนมีคนใช้จริงๆ คุณต้องยอมแลก

    **Code is Output. Business is Outcome.**
    Code คือผลผลิตที่คุณสร้าง แต่ Business คือผลลัพธ์ที่โลกได้รับ

    อย่าปล่อยให้ Code ที่ดีที่สุดของคุณตายไปอย่างเงียบๆ เพียงเพราะคุณไม่ยอมเป็นกระบอกเสียงให้มันครับ

    --- *(ติดตามต่อใน EP.3: กับดักความไม่พร้อม - Done is better than Perfect เมื่อ Perfectionist ต้องหัดปล่อยของที่มี Bug)*